โฆษณาแนวนอน728*90

บทความใหม่

ประวัติและวัตถุมงคลหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง ศิษย์สายหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือที่เข้มขลัง [ฉบับสมบูรณ์]

ภาพถ่ายหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร
หลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร

         หลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง หรือ พระครูบวรสมุทร (เหลือ สุขปุญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดหลักสองราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ท่านเป็นอดีตพระเกจิร่วมสมัยกับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ,หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี วัตถุมงคลของหลวงพ่อเป็นที่นิยมกันในพื้นที่มานานแล้ว

          พระครูบวรสมุทร ท่านมีนามเดิมว่าเหลือ แผลงณรงค์ พื้นเพที่เป็นคนชาวบ้านคลองตัน ตำบลคลองตัน อำเภอบ่้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด 

         โยมบิดาชื่อนายแผลง แผลงณรงค์ โยมมารดาชื่อนางหุ่น แผลงณรงค์ มีพี่น้องบิดา-มารดาเดียวกัน ๘ คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ ๕

         เมื่อเยาวัยโยมบิดาได้นำท่านไปฝากเรียนหนังสืออยู่ที่วัดดาวคะนอง ตำบลดาวคะนอง อำเภอบุคคโล จังหวัดธนบุรี เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดนั้นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ แล้วลาออกไปช่วยบิดามารดาทำงาน

         ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เมื่อท่านมีอายุได้ ๑๘ ปี ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร และเลือกเป็นตำรวจ รับราชการอยู่ ๒ปี ได้รับการเลื่อนยศเป็นนายตำรวจชั้นพล ๑ ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธร ปากคลองบางยาง ตำบลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร(เดิมสังกัดอำเภอตลาดใหม่ นครชัยศรี)

         ภายหลังได้รับอุบัติเหตุจนเท้าข้างขวาพิการ จึงได้ลาออกจากราชการตำรวจ ภายหลังมาพักฟื้นอยู่ที่บ้านเป็นเวลา ๒ ปี ท่านจึงฟื้นจากอาการบาดเจ็บจนสามารถเดินเหินได้

         ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านได้เข้ารับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสวนส้ม ตำบลสวนส้ม อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีฉลู ได้รับฉายาว่า "สุขปัญโญ" โดยมี

         พระครูสังวรศีลวัตร (หลวงพ่ออาจ) วัดดอนไก่ดี เป็นพระอุปัชฌาย์

         หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

         พระอธิการขาว วัดสวนส้ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

         หลังจากอุปสมบท ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหลักสองราษฏร์บำรุงเรื่อยมา เพื่อเรียนพระธรรมวินัย และพระปริยัติธรรม 

         ในส่วนของวิชาอาคมนั้น ท่านได้ศึกษาวิชาอาคม จากหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จนมีความชำนาญเชี่ยวชาญและเข็มขลัง

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านสามารถสอบได้นักธรรมตรี จากสำนักเรียนวัดสุนทรสถิตร

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านสามารถสอบได้นักธรรมโท จากสำนักเรียนวัดตึกมหาชยาราม

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านได้ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดท่าราบ ราชบุรี แต่ท่านก็ยังเป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดหลักสองราษฏร์บำรุง

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงพ่อชม เจ้าอาวาสวัดหลักสองราษฏร์บำรุง ได้ลาสิกขาบท ชาวบ้านและคณะศิษย์วัดหลักสอง จึงได้นิมนต์หลวงพ่อเหลือขึ้นรั่งตำแหน่งเจ้าอาวาส (รักษาการเจ้าอาวาส)

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พระครูสมุทรคุณากร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ได้แต่งตั่งให้หลวงพ่อเหลือ เป็นเจ้าอาวาสวัดหลักสอง อย่างเป็นทางการ และแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวดเจ็ดริ้ว (เจ้าคณะตำบล) และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์

         วัดหลักสองราษฎร์บำรุง เป็นวัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๘๐ ถนนคลองดำเนินสะดวก หมู่ที่ ๒ ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา

         วัดหลักสองราษฎร์บำรุง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘ เดิมมีชื่อว่า วัดมอญราษฎร์บำรุง โดยพระยาโชดกราชเศรษฐีกับพระยาไพบูลย์ราชรังสรรค์ เป็นผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด ซึ่งในครั้งนั้นได้ทำการชักชวนประชาชนในพื้นที่ให้ร่วมกันสร้างวัดอีกด้วยตามคติความเชื่อโบราณ

         แรกเริ่มวัดหลักสองราษฏณ์บำรุง ได้มีพระอธิการอินทร์ อินทโชโต เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก บ้านเดิมอยู่ปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าในท้องถิ่นหลายคน บอกว่าสภาพของวัดส่วนมากสมัยนั้นไม่เจริญเท่าที่ควร

         ต่อมาเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระอธิการอินทร์ อินทโชโต และประชาชน มีความคิดเห็นอย่างไรไม่ทราบ ได้ย้ายวัด กุฎี และสิ่งก่อสร้างอื่น ไปสร้างวัดในที่แห่งใหม่ ที่ตำบลหลักสาม อำเภอบางโทรัด (ปัจจุบันเป็นอำเภอบ้านแพ้ว) จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งชื่อวัดว่า "วัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม" โดยพระอธิการอินทร์ อินทโชโต เป็นเจ้าอาวาสต่อไป

         และมีเจ้าอาวาสต่อจากพระอธิการอินทร์ ตามลําดับ คือ พระอธิการจ๊ะ พระอธิการเกิด พระอาจารย์ต่วน พระอาจารย์โม (พระครูกันตศีลาจารย์) ด้วยเหตุผลที่ย้ายวัดจึงทำให้วัดมอญราษฎร์บํารุงเป็นวัดร้าง แต่ใช้สถานที่เป็นที่เก็บศพ และเผาศพอยู่หลายปี

         ครั้นต่อมา ปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ นายอากรฉาย มณีฉาย, ผู้ใหญ่เบี้ยว วงศ์สวรรค์, นายบุญ เดชโพธิ์พระ, นายจีน เดชเพชร และประชาชนพร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นใหม่ ในที่ดินเดิมของวัดมอญราษฎร์บำรุง และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดหลักสองราษฎร์บำรุง" 

         เพื่อให้เหมาะกับสภาพท้องถิ่น (เพราะคลองดำเนินสะดวกฝั่งทิศใต้ มีหลักหินบอกความยาวคลองหลักที่ ๒ ตั้งอยู่หน้าวัด) วัดหลักสองราษฎร์บำรุง สมัยนั้นตั้งอยู่ในตําบลเจ็ดริ้ว อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

         ประชาชนได้พร้อมใจกันอาราธนาพระมหาเลา มหาลาโภ มาจากวัดพันธุวงษ์ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร มาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส มีการก่อสร้างดังนี้ กุฎี ๕ หลัง หอฉัน ๑ หลัง 

         และในปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้เริ่มสร้างศาลาการเปรียญอีก ๑ หลัง โดยประชาชนร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้าง ครั้นถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ พระมหาเลาได้ลาสิกขาบทไป

         วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ เขตวิสุงคามสีมา ยาว ๓ เส้น กว้าง ๒ เส้น มีรายนามเจ้าอาวาสปกครองวัดเท่าที่ทราบนามคือ 

         ๑. พระอินทร์ อินฺทโชโต พ.ศ.๒๔๑๘ – ๒๔๓๘ (ย้ายไปสร้างวัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม)

         ๒. พระมหาเลา มหาลาโภ พ.ศ. ๒๔๕๑ – ๒๔๖๓ (ย้ายมาจากวัดพันธุวงษ์ - ลาสิกขา)

         ๓. พระอาจารย์รัช รตโน พ.ศ. ๒๔๖๔ – ๒๔๖๖ (ย้ายมาจากวัดประยูรวงศาวาส ธนบุรี - ลาสิกขา)

         ๔. พระอาจารย์ชม โชติโก พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๔๗๗ (ย้ายมาจากวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส - ลาสิกขา)

         ๕. พระครูบวรสมุทร (เหลือ สุขปัญฺโญ) พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๕๑๔

         ๖. พระครูพิพัฒน์วุฒิสาคร (บุญส่ง คเวสโก) พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๔๖

         ๗. พระครูประโชติสาครธรรม (วันชัย โชติโก) พ.ศ. ๒๕๔๖ - ปัจจุบัน

         หลังจากที่หลวงพ่อเหลือ ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหลักสอง ท่านได้พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ ทั้งการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัด และการพัฒนาจิตใจของชาวบ้านให้อยู่ในศีลในธรรม

         ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้จัดการปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ และจัดการต่อพะลัยรอบ ศาลาการเปรียญ วัดหลักสองฯ โดยเป็นหัวหน้าทำเอง มีภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๙๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้ชักชวนประชาชนสร้างกุฏิขึ้นใหม่ ๑ หลัง ยาว ๘ ห้อง ซึ่งเป็นหัวหน้าทำด้วยตนเอง มีภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๑,๔๕๐ บาท ในจํานวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑๕๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้ชักชวนประชาชนสร้างถนนคอนกรีต ไปเชื่อมติดต่อกับศาลา การเปรียญ ๑ สาย เป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๕๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้บอกบุญหาเงินสร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง ยาว ๘ ห้อง เป็นหัวหน้าทำด้วยตนเอง มีภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ บาท ในจํานวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้สร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาล แบบ ป. ๒ ของกระ ทรวงศึกษาธิการขนาด ๖ ห้องเรียน กว้าง ๙ เมตร ยาว ๗๒ เมตร มีมุขข้างกว้าง ๖ เมตร ยาว ๙ เมตร ๒ ชั้น 

         พื้นชั้นล่างสูงจากระดับดิน ๑.๕ เมตร ตามแบบของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นที่วัดหลักสองราษฎร์บํารุง ตําบลเจ็ดริ้ว อําเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ชื่อ "โรงเรียนวัดหลักสองราษฎร์บํารุง" ๑ หลัง 

         ราคาปลูกสร้างเฉพาะชั้นบน รวมทั้งสิ้นเป็น ๑ เงิน ๖,๘๐๓ บาท โดยเป็นหัวหน้าบอกบุญ และเป็นผู้ควบคุมดูแลตลอดจนดําเนินการก่อ สร้างด้วยตนเองทั้งสิ้น ในจํานวนนี้เป็นเงินส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ชักชวนประชาชนสร้างถังน้ำฝนคอนกรีต ๑ ถัง หัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๓๑๑ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ช่วยเหลือในการจัดตั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ ที่วัดหลักสองฯ และได้แนะนำผู้ที่ไม่รู้หนังสือได้มาเข้าเรียนในโรงเรียนนี้เป็นอันมาก

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านได้เป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดหลักสองราษฏร์บำรุง โดยสร้างอาคารเรียนถาวร แบบ ป.๒ ซึ่งมีนายจีน นางนิ่ม เดชเพชร ถวายเงิน ๑,๐๘๐ บาท หลวงพ่อเหลือบอกบุญสมทบอีก ๒,๐๐๐ บาทเศษ สร้างอาคารเรียนได้ ๔ ห้อง

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๘๘ ได้ก่อสร้างกุฏิอีก ๒ หลัง และโรงเรียนปริยัติ ๑ หลัง (ไม่ทราบจำนวนเงิน)

         ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้ชักชวนประชาชนสร้างสะพานไม้หน้าศาลาการเปรียญขึ้น ๑ สะพาน กว้าง ๑.๕ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ถึงท่าน้ำ โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๕,๘๗๕ บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๖๘๕ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นประทวน ที่ พระครูเหลือ 

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้ชักชวนประชาชนสร้างศาลาท่าน้ำหน้าศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้ง สิ้น ๖,๔๒๕ บาท ในจำนวนเงินนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑,๕๐๐ บาท

         ได้สร้างกุฏิที่พายุพัดล้มขึ้นอีก ๒ แถว สร้างเป็นหลังๆ จํานวน ๑๐ หลัง โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๖,๑๕๙ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ชักชวนประชาชนสร้างฌาปนสถานขึ้นหนึ่งหลัง โดยเป็นหัว หน้าจัดทําด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๒,๑๘๑ บาท ใน จํานวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑,๑๘๘ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้จัดการชักชวนประชาชนสร้างโรงครัวสำหรับวัดขึ้น ๑ หลัง โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินในการก่อสร้างทั้ง สิ้น ๑๒,๕๗๓ บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑,๕๐๐ บาท

         ได้ชักชวนประชาชนสร้างศาลาการเปรียญต่อจากหลังเดิมอีก ๑ หลัง กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๕ เมตร โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๕,๖๐๐ บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๑,๗๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้ชักชวนประชาชนสร้างฐานทั้งบาตร ก่ออิฐถือปูน กว้าง ๑ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๑๑,๐๐๐ บาท

ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร
ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ พระครูบวรสมุทร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ เล่ม ๗๐ ตอนที่ ๗๘

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้ชักชวนประชาชนสร้างหอฉันกับหอสวดมนต์ ต่อเพิ่มเติมอีก หลังละ ๑ ห้อง ได้เป็นหัวหน้าจัดการด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย ในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ บาท

         กับได้ชักชวนประชาชนสร้างกุฏิขึ้นอีก ๒ หลัง หลังละ ๔ ห้อง รวม ๘ ห้อง โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๖๐,๐๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ชักชวนประชาชนสร้างกุฏิขึ้นอีก ๒ หลัง หลังละ ๔ ห้อง รวม ๘ ห้อง โดยเป็นหัวหน้าทำการด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย รวมเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๖,๒๑๘ บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของท่านเอง ๒,๓๒๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้ชักชวนประชาชนสร้างสุสาน ขึ้น ๑ หลัง โดยเป็นหัวหน้าจัดการด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรและประชาชนเป็นผู้ช่วยสินเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๑๗,๐๐๐ บาท 

         และได้สละเงินส่วนตัว พร้อมกับบอกบุญชาวบ้านเริ่มสร้างอาคารชั้นล่างของโรงเรียนวัดหลักสองราษฎร์บํารุง ให้ใช้เป็นที่เล่าเรียนได้อีก ๓ ห้องเรียน เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๘,๙๑๖ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้จัดชักชวนประชาชนสร้างเขื่อนกันดินพัง ด้วยคอนกรีตตลอดหน้าเขตวัด ยาว ๒๐๐ เมตร สิ้นเงินในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๖๖,๐๐๐ บาท

         และได้ชักชวนประชาชนสร้างศาลาธรรมสังเวช ๑ หลัง โดยเป็นหัวหน้าจัดทำด้วยตนเอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ช่วย สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๘,๐๐๐ บาท

         และได้ชักชวนประชาชนสร้างถนนคอนกรีต จากกุฏิไปถึงศาลาการเปรียญขึ้นอีก ๑ สาย ยาว ๕๐ เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๘,๐๐๐ บาท

         ปี พ.ศ. ๒๔๐๓ - ๒๕๐๗ ได้ก่อสร้างและเปลี่ยนแปลงย้ายกุฏิ ๑๕ หลัง หอฉัน ๑ หลัง หอหน้า ๑ หลัง หอรับแขก ๑ หลัง ศาลาท่าน้ำ ๒ หลังเสียใหม่ เพื่อให้เข้าแบบรูปที่วางไว้ และสร้างโรงเรียนประชาบาล ๒ หลัง (ไม่ทราบจํานวนเงิน)

         ปี พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๔ ได้มีการก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่โดยตลอดด้วยความ เรียบร้อย

         ตามปกติหลวงพ่อพระครูบวรสมุทร เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะทำงานหนักเกี่ยวกับการก่อสร้างอยู่เสมอ และไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย จะมีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่เคยไปนอนป่วยที่โรงพยาบาลแห่งใดเลยๆ 

         ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านได้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น คือบวมและปวดที่ใต้คางด้านซ้าย คณะศิษย์เห็นผิดสังเกต จึงได้นิมนต์ท่านไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด อาการป่วยก็ทรงอยู่อย่างเดิม จึงได้กลับมาพักรักษาตัวที่วัดตามเดิม 

         ต่อมาอาการป่วยได้กำเริบขึ้น คณะศิษย์จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ จึงได้ทราบว่าเป็นโรคร้ายแรง คือเป็นมะเร็ง แพทย์และพยาบาล ได้ถวายการรักษาอย่างดี อาการป่วยบางครั้งก็ทุเลาบางครั้งก็ทรุดหนักและเป็นดังนี้เสมอมา

         ภายหลังท่านได้ให้ศิษยานุศิษย์พากลับมาพักรักษาตัวที่วัด ซึ่งนายแพทย์ก็อนุโลมตาม จึงได้กลับมารักษาตัวอยู่ที่วัดตามเดิม โดยคณะศิษย์ได้ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด

         ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านได้ขอร้องให้พระภิกษุสามเณรในวัด สวดพระพุทธมนต์ให้ฟัง และประนมมือตั้งใจฟังไปจนจบ

         หลวงพ่อเหลือ ปกครองวัดเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๖ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ เวลา ๑๕.๑๐ น. นับรวมสิริอายุได้ ๗๒ ปี ๔๗ พรรษา.

วัตถุมงคลของหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง

         เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง รุ่นแรก

         สร้างขึ้นในปี ๒๔๙๘ เพื่อแจกในคราวฉลองสมณศักดิ์ของหลวงพ่อ ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปกรงจักรหรือพัดยศแฉกแบบมีหูในตัว มีการสร้างด้วยเนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดง จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้

เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่นแรก 2498 ทองแดง
เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เนื้อทองแดง
เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่นแรก 2498 อัลปาก้า
เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เนื้ออัลปาก้า

         ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปจำลองหลวงพ่อเหลือครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่พาดผ้าสังฆาฏิ ข้างรูปหลวงพ่อมีอักขระขอมอ่านได้ว่า "พุท โธ" รอบรูปหลวงพ่อมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "ที่ระลึกในงานรับสมณศักดิ์ พระครูบวรสมุทร วัดหลักสอง"  กลีบแฉกของเหรียญมีอักขระยันต์

         ด้านหลัง ตรงกลางเป็นรูปจำลองหลวงพ่อเพชร พระประธานของวัดหลักสอง นั่งเต็มองค์บนฐานเขียงบัวหงาย ข้างรูปองค์พระมีอักขระขอมอ่านได้ว่า "นะ มะ พะ ทะ พุท โธ สัง มิ" ใต้รูปมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "๒๔๙๘ หลวงพ่อเพ็ชร"  กลีบแฉกของเหรียญมีอักขระยันต์

         เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง รุ่นสอง

         สร้างขึ้นก่อนปี ๒๕๑๔ เพื่อแจกให้กับผู้ที่บริจาคทรัพย์ ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปไข่แบบมีหูในตัว มีการสร้างด้วยเนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองเหลือง จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้

เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่น 2  อัลปาก้า
เหรียญหลวงพ่อเหลือ วัดหลักสอง สมุทรสาคร รุ่น ๒ เนื้ออัลปาก้า

         ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปจำลองหลวงพ่อเหลือครึ่งองค์ ห่มจีวรคลุมดไหล่ ข้างรูปหลวงพ่อมีอักขระขอม แต่ไม่ปรากฏอักขระภาษาไทยใดๆ

         ด้านหลัง ตรงกลางเป็นรูปจำลองหลวงพ่อเพชร พระประธานของวัดหลักสอง นั่งเต็มองค์บนยันต์ตรีนิสิงเห แต่ไม่ปรากฏอักขระภาษาไทยใดๆ

 

โดย : สารานุกรมพระเครื่องลุ่มน้ำแม่กลอง

บทความที่เกี่ยวข้อง


***-[เป็นกำลังใจและสนับสนุน​ให้เราเขียนบทความดีๆ ช่วยกดดูโฆษณาด้านล่างนะคะ]-***

ไม่มีความคิดเห็น

ค้นหาบล็อกนี้