โฆษณาแนวนอน728*90

บทความใหม่

ประวัติและวัตถุมงคลหลวงพ่อไล้(ร้าย) วัดเขายี่สาร เจ้าของลูกอมกันอสรพิษและมหาเสน่ห์

หลวงพ่อไล้(ร้าย) วัดเขายี่สาร สมุทรสงคราม

         หลวงพ่อร้าย วัดเขายี่สาร หรือ หลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร ตําบลยี่สาร อําเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ท่านเป็นพระเกิจยุคเก่าของเมืองแม่กลอง

         ประวัติเดิมของท่านสามารถสืบทราบได้แค่ว่า ท่านมีนามเดิมว่า ไล้ เกิดที่บ้านยี่สาร ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เกิดราวปี พ.ศ. ๒๓๘๐ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่ไม่ปรากฏชื่อโยมบิดาและโยมมารดาของท่าน

         ในวัยเยาว์ เมื่อหลวงพ่อร้ายมีอายุพอจะศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนในสำนักวัดเขายี่สาร ซึ่งการศึกษาในสมัยนั้นเขาเรียนหนังสือใหญ่ (ขอม) กับทั้งหนังสือไทยกันมาก ปรากฏว่าท่านเอาใจใส่เล่าเรียนได้ดีมาก

         ปี พ.ศ. ๒๔๐๑ โดยประมาณ หลวงพ่อไล้(ร้าย) ท่านมีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ บิดาและมารดาก็ได้จึงการอุปสมบทให้ท่าน ณ พัทธสีมาวัดเขายี่สาร ตําบลยี่สาร อําเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยไม่ปรากฏชื่อพระอุปัชฌาย์

         หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดเขายี่สารเรื่อยมา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย บทสวดมนต์ คาถาอาคม และวิชาแพทย์แผนไทยโบราณ จนมีความรู้เชี่ยวชาญ

         หลวงพ่อไล้(ร้าย) ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติในพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัดมาก เมื่อท่านยังเป็นพระภิกษุอยู่นั้น ท่านได้ประพฤติ ตนให้เป็นที่รักใคร่ของเจ้าอาวาสตลอดทั้งภิกษุและสามเณรทั้งหลาย

         ต่อมาตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลง คณะสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมใจกันยกให้หลวงพ่อไล้(ร้าย)ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง

         วัดเขายี่สาร เป็นวัดราษฏร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙ บ้านยี่สาร หมู่ที่ ๑ ตําบลยี่สาร อําเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๕๗ ตารางวา

         วัดเขายี่สาร ตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๔๖ ชื่อวัดตั้งตามชื่อหมู่บ้าน เป็นวัดโบราณ ซึ่งก่อสร้างไว้บนเนินเขาและบนยอดเขา โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง

         ตามทางสันนิษฐานของกรมศิลปากรได้สันนิษฐานไว้ว่า สร้างขึ้นแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในวัดมีพระวิหารบนยอดเขา มีลักษณะเป็นรูปเรือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย พระมณฑป และบานประตูสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย 

         นับว่าเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูง อุโบสถบูรณะใหม่ มีลวดลายปูนปั้นฝืมือช่างเมืองเพชรบุรี ภายในมีจิตกรรมฝาผนัง บานหน้าต่างอุโบสถมีรูปบุคคลในพงศาวดารจีน พระกินคน และพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเขายี่สาร 

         และกรมศิลปากรได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วย และสิ่งที่สันนิษฐานให้ได้ง่ายว่าเป็นวัดโบราณนั้นก็คือ สิ่งปลูกสร้างที่สร้างอยู่บนยอดเขา เช่น พระวิหาร พระอุโบสถ ตลอดทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีก ที่สร้างไว้ ณ วัดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นลวดลายและฝีมือครั้งสมัยโบราณทั้งสิ้น

ภาพถ่ายวิหารโบราณ วัดเขายี่สาร สมุทรสงคราม
พระวิหารโบราณ วัดเขายี่สาร สมุทรสงคราม (ถ่ายเก่า)

         ภายในวัดมีสิ่งที่เป็นหลักสำคัญ คือ พระประธานที่ตั้งในพระอุโบสถ และพระวิหาร โดยพระประธานทั้งสององค์นี้ไม่ปรากฏพระนาม องค์นี้เป็นพระปั้นด้วยปูน เป็นพระประธานปางมารวิชัย

          ส่วนองค์ที่สามนั้นเป็นพระไสยาสน์ ท่านประดิษฐานอยู่ในถ้ำของวัดเขายี่สาร สามารถวัดสัดส่วนของพระประธานทั้งสองที่อยู่ในพระอุโบสถและ พระวิหารนั้นมีขนาดส่วนกว้างและสูงดังนี้ คือ

         ๑. พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ สูง ๔ ศอก ๑ คืบ

         ๒. พระประธานในพระวิหาร หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๙ นิ้ว สูง ๔ ศอก ๙ นิ้ว

         ๓. พระไสยาสน์ ความยาวขององค์ท่าน ๘ ศอก ๑ คืบ

         ๔. พระเจดีย์ที่เป็นหลักสําคัญของวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคู่กับพระวิหารนั้น ฐานกว้างประมาณ ๖ ศอก สูงประมาณ ๓ วา

         ๕. ที่เป็นหลักสําคัญของวัดเขายี่สารอีกอย่างหนึ่งที่ขาดเสียมิได้ก็คือ พระพุทธบาทจําลองสี่รอย

         ๖. พระป่าเลไลย์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่หน้าวัดเขายี่สาร

         วัดเขายี่สารได้รับการบูรณะและพัฒนามาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาได้เสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์ โดยใช้ศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์

          วัดเขายี่สาร มีตำนานเก่าแก่เล่าสืบต่อกันมาเรื่อง ตำนานพระกินคน แห่งวัดเขายี่สาร เนื่องด้วยเหตุที่วัดเขายี่สารมีซอกหินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่หลบซ่อนของงูเห่าเป็นจำนวนมาก คนโบราณจึงใช้อุบายพระกินคนไว้คอยหลอกเด็ก ไม่ให้ขึ้นไปวิ่งเล่นบนวัดจนเกิดอันตรายได้

พระกินคน วัดเขายี่สาร

         เนื่องจากชาวพุทธทั่วไปถือว่าพระพุทธรูปคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ที่สมควรแก่การกราบไหว้บูชามาทุกยุคทุกสมัย ในทั่วภูมิภาคของประเทศไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา 

         แต่ทำไมพระพุทธรูปองค์นี้จึงมีประวัติความเป็นมาที่ดูน่ากลัวโหดร้าย จนนักปราชญ์ในสมัย ร.๕ อย่าง ก.ศ.ร.กุหลาบ ได้เขียนบรรยายเรื่องราวความเชื่อนี้เอาไว้ใน "นิราศเขายี่สาร" เมื่อคราวมาเยือนที่นี่ ว่า

“…แล้วมีเหล็กสองตะปลิงยิงพระโอษฐ มาทำโทษพระได้น่าใคร่หัว
ช่างไม่เกรงบาปกรรมเหมือนทำตัว ท่านทำชั่วล้างผลาญประการใด
ข้าพเจ้าจึงได้เที่ยวไต่ถาม อยากทราบความมั่นคงที่สงไสย
ไปปะภบผู้เฒ่าที่เข้าใจ จึงเล่าให้ฉันฟังแต่หลังมา
ว่าเดิมทีมีเด็กเดินไปเที่ยว แต่ภอเลี้ยวลับลงที่ตรงหน้า
เสียงร้องกรีดขึ้นประหลาดหวาดวิญญา พระสงฆภากันตรงลงไปดู
ไม่เหนเด็กที่นั่นขันหนักหนา เหนแต่ผ้านุ่งของเด็กกองอยู่
ที่ตรงน่าพระนั้นครั้นไปดู จึ่งมีผู้สังเกตรู้เหตการ
เหนโลหิตติดแดงอยู่ที่โอษฐ จึ่งลงโทษว่าพระนั้นประหาร
เจ้าคณะที่อยู่แต่บูราณ จึ่งคิดการเอาตะปลิงมายิงไว้
เพื่อจะกันอันตรายไปภายน่า มีให้อ้าโอษฐขึ้นกินคนได้
ตั้งแต่เย็บโอษฐนั้นต่อวันไป แล้วก็ไม่มีเหตุสังเกตมา” 

         จากเรื่องราวในนิราศที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ ได้เขียนบรรยายเอาไว้ ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในสมัยนั้น เกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้ว่าได้กินเด็กคนหนึ่งที่เข้ามาเล่นบริเวณวิหาร เลือดติดอยู่ที่ปาก คนไปพบเข้าจึงลงโทษโดยการเอาตะปูตอกปากเพื่อกันมิให้ไปกินใครอีก.

         วัดได้รับการพัฒนาและบูรณะมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ มีรายนามเจ้าอาวาสปกครองวัดเท่าที่ทราบนามดังนี้

         ๑. พระอธิการร้าย

         ๒. พระอธิการเชย พ.ศ. ๒๔๕๑ - ๒๔๕๖

         ๓. พระครูสมุห์กลอย ธมฺมโชโต พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๐๓

         ๔. พระครูสมุทรวิสุทธิคุณ (ผิน วิสุทโธ) พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๔๖

         ๕. พระมหานิรุต ญาณวุฑฺโฒ พ.ศ. ๒๕๔๖ - ปัจจุบัน

         หลังจากที่หลวงพ่อไล้(ร้าย)ได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ได้พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ ทั้งการสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่างๆ จนวัดเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ

         ท่านก็เอาใจใส่ในการปฏิสังขรณ์วัด ให้เป็นที่เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา ท่านเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ สิ่งที่ก่อสร้างไว้แต่เดิม เช่น พระวิหาร พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ให้มั่นคง

         ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ตรงกับปลายรัชกาลที่ ๔ ท่านได้เป็นผู้ที่ขุดคลองชื่อ "คลองสาร" ซึ่งอยู่ที่หน้าวัดนี้  เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ใกล้และไกลได้ไปมาสะดวก ดังได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ นับว่าท่านได้ทําประโยชน์แก่ ประชาชนเป็นอย่างมาก

         น่าเสียดายว่าประวัติของท่านไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นเรื่องเป็นราว จะมีก็แต่การแกะรอยค้นหาอย่างละนิดละหน่อย แล้วนำมาปะติดปะต่อกัน แม้แต่ชื่อของท่าน “ร้าย” น่าจะเพื้ยนมาจาก “ไล้” ซึ่งมีผลให้มีการสันนิษฐานกันต่อว่า 

         หลวงพ่อท่านอาจจะมีเชื้อสายจีน หรืออาจมีเชื้อสายมอญ เหตุเพราะขณะนั้นมีครัวพญามอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ไทยเป็นอันมาก หรือแม้แต่ชื่อของบิดาและมารดาของหลวงพ่อไล้(ร้าย) ก็ไม่มีผู้ใดทราบ

         คนเฒ่าคนแก่เล่ากันสืบต่อมาว่า หลวงพ่อไล้(ร้าย) นั้นท่านได้ชื่อว่ามี “วาจาสิทธิ์” ด้วยเหตุที่ในสมัยนั้น บนเขายี่สารอันเป็นสถานที่ตั้งวัด สมัยก่อนมีงูเห่าชุกชุมเป็นอย่างมาก

         ผู้คนที่มาทำบุญมักถูกงูเห่ากัดกันอยู่บ่อยๆ เมื่อโดนกัดก็พาไปหาหลวงพ่อไล้(ร้าย)ให้ท่านฝนยาให้กิน และพอกแผล ซึ่งรอดชีวิตจากพิษงูทุกราย

         ครั้นเมื่อหลวงพ่อร้ายถามว่าไปถูกงูกัดทีไหน คนถูกงูกัดก็บอกบนเขายี่สารนี่เอง ท่านก็ตอบกลับ “งูเห่าบนเขายี่สารนี่มันกัดคนไม่ตายหรอก” นับแต่นั้นมางูเห่าบนเขายี่สารก็ไม่มีพิษสงอีกเลย บางตัวถูกคนเหยียบตายไปก็มี 

          แต่ด้วยวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อไล้(ร้าย) บางครั้งทำให้ท่านพลั้งปากไปเหมือนกัน ดังเช่น ผู้ที่ไปขอพรจากหลวงพ่อไล้(ร้าย) ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ของให้มีลาภผล ได้รับตำแหน่งหน้าที่การงาน 

         บางคนไปเซ้าซี้ขอท่านในบางเรื่องจนเกิดความรำคาญใจพลั้งปากไปว่า ”อ้ายนี่ท่าจะบ้า” ก็ปรากฏว่าในภายหลังบุคคลนั้นมีอาการบ้าๆบอๆ ไปจริงๆ 

          หลวงพ่อไล้(ร้าย) คือหนึ่งในพระอาจารย์ของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม โดยหลวงพ่อคงท่านมาเรียนวิชาการทำลูกอม (ลูกอมมหากัน) และวิชากระสุนคต และยังเป็นอาจารย์ของเจ้าคุณทักษิณคณิศร แห่งวัดใต้ ผู้สร้างพระเพชรหลีกอันโด่งดัง

         หลวงพ่อไล้(ร้าย) ปกครองวัดเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ขณะมีอายุได้ประมาณ ๘o ปี มีพรรษาประมาณ ๕๐ พรรษา.

วัตถุมงคลของหลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร

         ลูกอมของหลวงพ่อร้าย วัดเขายี่สาร

         สำหรับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้น คือ “ลูกอม” คาดกว่าสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ลูกอมของท่านเป็นอีกสำนักหนึ่งที่ขึ้นชื่อเสียงโด่งดัง ลูกอมที่ท่านสร้างขึ้นมามี ๒ แบบ แต่ที่พบกันโดยมากคือ


ลูกอมผงยาหลวงพ่อไล้(ร้าย) วัดเขายี่สาร ห่วงทองแดง ของร้านน้อย นครน่าน

         ลูกอมเนื้อผงยาของหลวงพ่อร้าย สร้างขึ้นด้วยวัสดุมวลสารคือยาสมุนไพรที่มีไพลบดเป็นส่วนสำคัญ ไพลแต่ละแว่นก่อนจะนำไปบดนั้นหลวงพ่อร้ายได้ลงอักขระกำกับไว้ จากนั้นจึงนำไปตากแดดจนแห้งแล้วจึงนำไปบดผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ จากนั้นนำไปเคล้ากับรักเป็นตัวเชื่อมประสานยึดเนื้อ ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณปลายนิ้วชี้ บางก้อนทำห่วงเหล็กหรือห่วงทองแดงฝังลงไปในเนื้อผงลูกอมเอาไว้สำหรับเป็นหูห้อยเชือก หรือสายสร้อยคล้องคอ 

         ลูกอมด้ายขาวสาวพรหมจรรย์ สร้างขึ้นด้วยด้ายเย็บผ้าจากบ้านของหญิงสาวพรหมจรรย์ ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่นชื่อ บุญเรือน บุญช่วย บุญอยู่ ขวัญเรือน แก้ว แหวน เงิน ทอง ฯลฯ แล้วนำมาพันกับกระดาษสาไปเสียบไว้กับปลายไม้ไผ่เสี้ยมปลายขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย หรือนิ้วชี้ แล้วจึงถอดออกนำไปจุ่มรักผึ่งลม 

         ลูกอมทั้ง ๒ ชนิดนี้ เมื่อทำเสร็จแล้ว หลวงพ่อไล้(ร้าย) จะรวบรวมนำไปปลุกเสกในอุโบสถ วัดเขายี่สาร ก่อนนำออกแจกจ่ายแก่สานุศิษย์ที่มาขอ ผู้ขอต้องบอกจุดประสงค์ว่าอยากได้ลูกอมไปไว้ใช้ในทางใด ถ้าต้องการไปในทางป้องกันเขี้ยวงา คงกระพันชาตรี หลวงพ่อร้ายจะให้ลูกอมผงยา หากต้องการในทางโชคลาภ หลวงพ่อร้ายจะให้ลูกอมด้ายขาวสาวพรหมจรรย์

         ด้วยเหตุที่ลูกอมของหลวงพ่อไล้(ร้าย) มีพุทธคุณโดดเด่นเป็นอย่างมาก จึงมีชายผู้หนึ่งนำลูกอมผงยาไปฝนให้ลูกสาวชาวบ้านคนหนึ่งกินจนเกิดความหลงใหลหนีตามไป สุดท้ายชายผู้นั้นก็ไม่รับผิดชอบขับไล่ไสส่งหญิงสาวคนนั้นไป เมื่อความรู้ถึงหลวงพ่อไล้(ร้าย) ท่านจึงนำลูกอมที่ทำไว้และยังเหลืออยู่ โยนทิ้งทะเลจนหมดสิ้นและไม่ทำลูกอมออกมาแจกจ่ายอีกเลย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกอมของหลวงพ่อไล้(ร้าย) กลายเป็นของหายากยิ่งของแท้ดุง่ายๆยิ่งหายาก.

         พระพุทธผงยาหลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร พิมพ์พระประธาน

         สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. ๒๔๕๑ มีการสร้างด้วยเนื้อผงคลุกรักจัดเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมและเล่นหากันมาแต่โบราณว่าเป็นพระที่หลวงพ่อไล้ได้จัดสร้างไว้ พุทธลักษณะคล้ายพระขุนแผนบ้านกร่าง เป็นพระที่มีพิมพ์ทรงเป็นเอกลักษณ์น่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง


พระพิมพ์พระประธาน ของพ่อไล้(ร้าย) วัดเขายี่สาร

         ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธนั่งปางมารวิชัย หูบายศรี พระเศียรกลมมนเป็นผลมะตูม พระเกศจรดซุ้ม มีฐานบัวฟันปลาอยู่ด้านล่าง 

         ด้านหลัง เรียบ (ในบางองค์ จะมียันต์ที่ด้านหลัง)

         พระพุทธผงยาหลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร พิมพ์ฐานตาราง  

         สร้างด้วยเนื้อผงยาคลุกรัก จัดเป็นอีกพิมพ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมและเล่นหากันมาแต่โบราณว่าเป็นพระที่หลวงพ่อไล้ได้จัดสร้างไว้ พุทธลักษณะเหมือนพระพิมพ์เล็บมือ มีห่วงทองแดงไว้สำหรับห้อยพระ เป็นพระพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อไล้(ร้าย) อีกพิมพ์หนึ่ง

พระพุทธพิมพ์ฐานตาราง หลวงพ่อไล้(ร้าย) วัดเขายี่สาร ของคุณณัฐพนธ์ โชติกันตะ

         ด้านหน้า เป็นรูปพระพทุธประทับนั่งขัดสมาธิพนมมือ หูบายศรี ฐานด้านล่างเป็นตาราง ๓ ชั้น 

         ด้านหลัง เรียบ ในบางองค์มีรอยจาร

         พระพุทธผงยาหลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร พิมพ์ใบมะยม

         เป็นพระพิมพ์เนื้อผงยาคลุกรักรูปหยดน้ำ ด้านบนมีห่วงทองแดงไว้สำหรับห้อยพระ เป็นพระพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหลวงพ่อไล้(ร้าย) อีกพิมพ์หนึ่ง

พระพุทธพิมพ์ใบมะยม เนื้อผงยา หลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร

         ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิพนมมือ หูบายศรี ด้านข้างขอบพระมีลวดลายล้อไปกับขอบขององค์พระ 

         ด้านหลัง เรียบ ในบางองค์มีรอยจาร

         พระพิมพ์เศียรโล้น ประภามณฑล

         เป็นพระเนื้อผงยาคลุกรักขนาดเล็ก มีห่วงทองแดงสำหรับห้อยพระ จัดเป็นพระพิมพ์ที่หายาก.

พระพิมพ์เศียรโล้น ประภามณฑล เนื้อผงยา หลวงพ่อไล้ วัดเขายี่สาร

         ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธปางสมาธิ องค์พระเป็นแบบเศียรโล้น มีรัศมีประภามณฑล ใต้มีอักขระลวดลายและเส้น บังคับพิมพ์ล้อไปกับขอบขององค์พระ

         ด้านหลัง เรียบไม่มีลวดลาย ในบางองค์มีรอยจาร



โดย : สารานุกรมพระเครื่องลุ่มน้ำแม่กลอง

บทความที่เกี่ยวข้อง


***-[เป็นกำลังใจและสนับสนุน​ให้เราเขียนบทความดีๆ ช่วยกดดูโฆษณาด้านล่างนะคะ]-***

ไม่มีความคิดเห็น

ค้นหาบล็อกนี้