ประวัติพระหูยานสมอพลือ กรุวัดเหนือ หรือ พระหูยาน กรุสมอพลือ พระเนื้อสนิมแดงอันหายากของเมืองเพชรบุรี
![]() |
| พระหูยาน สมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี |
พระหูยานสมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี หรือ พระหูยาน กรุสมอพลือ ถือเป็นพระเครื่องที่สำคัญและมีชื่อของเมืองเพชรฯ นอกจากกรุวัดค้างคาว และกรุวัดรัตนตรัย ก็ยังมีอีกกรุหนึ่ง คือกรุวัดเหนือ
ซึ่งมีพระหูยานเนื้อตะกั่วสนิมแดงบรรจุอยู่ แต่ปัจจุบันนี้เป็นวัดร้าง อยู่ในเขตตำบลสมอพลือ ดังนั้นพระหูยานที่ขุดได้ จึงมีชื่อเรียกกันว่า "พระหูยาน สมอพลือ" เป็นพระเครื่องสกุลขอมบริสุทธิ์ คงจะสร้างขึ้นในสมัยที่ขอมกำลังเรื่องอำนาจ
ในการสร้างพระครั้งนั้น คงจะได้ทำพิธีพุทธาภิเษกจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งทางพุทธและทางไสยศาสตร์อย่างครบถ้วน
จึงทำให้พระหูยานกรุวัดเหนือ ทรงไว้ซึ่งตบะเดชะอย่างสูงส่ง เหมาะที่จะอาราธนาไว้ประจำตัว เพื่อคุ้มครองป้องกันผองภัยทั้งปวง ส่วนประวัติแห่งการขุดพบมีอย่างไรบ้าง จะได้นำมาประมวลไว้ เพื่อเป็นความรู้พอสังเขป
เท่าที่ทราบ เมื่อสมัย ๓๐ – ๔๐ ปีที่ล่วงมา (ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๔๘๕) จะปรากฏว่ามีบุคคลอยู่หลายคน ซึ่งชอบขุดค้นโบราณ สถานหาโบราณวัตถุและพระเครื่อง ตามวัดร้างและเจดีย์เก่าๆ
ที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอุเทสิกเจดีย์ เมื่อขุดได้ก็นำไปจำหน่าย จะเหลือไว้กับตัวบ้างก็ เพียงเล็กน้อย
ในสมัยนั้น มีชาย ๒ คน คนหนึ่งชื่อว่า "นายสาย" อีกคนหนึ่งชื่อ "นายบุศ" เป็นนักขุดที่มีชื่อเสียงของเมืองเพชรบุรี
วันหนึ่งได้ ไปที่เจดีย์วัดเหนือ มุ่งเจาะที่ตัวระฆังของพระเจดีย์เก่า ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของพระอุโบสถ เมื่อเจาะเป็นช่องโตพอสมควร คนหนึ่งก็เอามือล้วงเข้าไปค้นหา ก็บังเอิญไปหยิบพระเครื่องได้องค์หนึ่ง เป็นพระหูยาน เนื้อตะกั่วสนิมแดง
จึงได้พยายามช่วยกันเจาะให้เป็นช่องใหญ่กว่าเดิม จนแลเห็นพระชัดเจน ก็ช่วยกันหยิบออกมา นับจำนวนได้ ๒๕ องค์
ครั้นต่อมาภายหลัง "หลวงตาคง" ได้ไปค้นที่พระเจดีย์องค์นี้อีกครั้งหนึ่ง จึงไปได้พระที่หลงอยู่อีก ๒ องค์ รวมพระหูยานที่ได้จาก พระเจดีย์ทั้งหมดเป็น ๒๗ องค์ด้วยกัน
![]() |
| พระหูยานสมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี |
เมื่อคนทั้งสองได้พระหูยานมาแล้ว ก็แบ่งกันไปจำหน่าย ส่วนผลแห่งกรรมที่คนทั้งสองได้รับ เป็นเรื่องแปลก คืออยู่ต่อมาปรากฏว่าทั้งสองท่าน ได้เกิดเป็นเนื้อร้ายขึ้นที่คอเป็นก้อนกลม ค่อยๆ โตขึ้น เมื่อเอามือจับดูคล้ายกับก้อนเนื้อกลิ้งไปมาได้
ครั้นต่อมาก็แตกออกเป็นแผลใหญ่ นอกจากนั้นยังเกิดขึ้นที่ทวารหนักอีกแห่งหนึ่ง สิ่งที่เกิดแก่คนทั้งสองนี้ มีลักษณะคล้ายๆ กัน จึงนับว่าเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์
แม้จะได้พยายามรักษาทุกวิถีทางเป็นเวลาแรมปี ก็ไม่รู้จักหายสักที จนกระทั่ง ร่างกายซูบซีดผอมลง เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ยังความสังเวชแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ผลสุดท้ายก็ถึงแก่กรรมลงทั้งสองท่าน
นี่เป็นเรื่องราวของผู้ขุดพบพระหูยานสมอพลือ โดยสังเขป เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด ก็ใคร่ขอ ฝากข้อคิดไว้สักเล็กน้อย
เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่คน รุ่นหลังๆ บ้าง ในเรื่องพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ชาวไทยเคารพนับถือกันมาเป็นเวลานานย่อมทราบดี ว่าหากใครคิดลบหลู่หรือมุ่งทำลาย ก็มักจะได้รับผลแห่งกรรมตามสนอง ไม่เร็วก็ช้า ความจริง นั้นมีตัวอย่างปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ
เรื่องดังกล่าวจะมีเฉพาะแต่ในเมืองเพชรฯก็หาไม่ แม้แต่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งอุดมไปด้วยโบราณวัตถุ ก็มีผู้มุ่งขุดเจดีย์ เพื่อเสาะแสวงหาพระเครื่องและของเก่าเช่นกัน
เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน "หนังสือเที่ยวเมืองพระร่วง" จึงขออัญเชิญมาประมวลไว้ ณ ที่นี้ด้วย
"...ยังไปดูวัดเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ราษฎรเรียกกันว่า วัดตึกพราหมณ์ อยู่ไม่ห่างอาวาสใหญ่นัก และใกล้ลำน้ำเก่าที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั้น
ที่วัดตึกพราหมณ์นั้น มีเหลืออยู่แต่พระเจดีย์กับวิหาร ซึ่งตั้งรวมกันอยู่บนลานสูง มีบันไดขึ้นไป ๔ ถึง ๕ ขั้น ทั้งพระเจดีย์และวิหารไม่โตนัก ในพระเจดีย์นั้นได้บรรจุตุ่มเคลือบขนาดใหญ่
ชนิดที่เรียกกันว่าตุ่มนครสวรรค์ นั้นไว้ ๓ ทุ่ม ถูกต่อยทะลวงเสียแล้วทั้ง ๓ ทุ่ม เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเหลืออยู่ในนั้นเลย
ตุ่มนั้นใหญ่มากคนผู้ใหญ่เข้าไปนั่งในนั้นได้คนหนึ่ง วิธีบรรจุทุ่มนั้น ตุ่มหนึ่งอยู่ตรงตัวระฆังพระเจดีย์ อีก ๒ ตุ่มอยู่ในฐานองค์พระเจดีย์ ที่ตรงระฆังก็เท่ากับตุ่มนั่นเอง
คือตั้งทุ่มลงก่อนแล้วก่อแลงทับชั้นเดียว ปากตุ่มบนกับคอ ระฆังตรงกัน และก่อยอดซ้อนขึ้นไปบนนั้น ในตุ่มทั้ง ๓ ใบนั้น จะมีอะไรอยู่ก็ไม่ได้ความ แต่น่าจะเป็นพระพิมพ์ เพราะพระพิมพ์กำแพงเพชร เช่นชนิดที่เรียกกันว่าพระกำแพงเขย่งนั้น ก็ขุดได้จากเจดีย์สถานใน เมืองโบราณนี้เอง
เพราะเหตุนี้พระเจดีย์วัดตึกพราหมณ์จึงถูกทะลวงเสียป่นปี้ พื้นวิหารก็ขุดเสียหลายบ่อ จนชั้นพระประธานแลงในวิหาร ก็ถูกเจาะที่พระทรวงจนเป็นรู น่าสังเวชจริงๆ
แต่การที่ถูกทำลายเช่นนี้ มีทั่วไปในเมืองกำแพงเพชร และเมืองเก่าๆ อื่นๆ มีคนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่ง เคยหาเลี้ยงชีพในการค้นหาทรัพย์ต่างๆ
พระวิเชียรปราการเล่าว่า คนจำพวกนี้มีความชำนาญจนบอกได้ว่า พระเจดีย์รูปอย่างไร จะมีกรุนั่งอยู่ตรงไหน ไปถึงก็ทำลายตรงที่ต้องการทีเดียว ไม่ต้องมัวเสียเวลาค้น
วิธีทำลายก็ออกความคิดต่างๆ คือเอาหวายผูกโยงยอดพระเจดีย์ไปผูกติดกับยอดไม้ ซึ่งได้โน้มถึงลงมาหาแล้ว พอฟันต้นไม้ให้ล้มลง ต้นไม้ก็จะพาพระเจดีย์โค่นลงไปด้วยดังนี้
นับว่าอยู่ข้างจะช่างคิด ถ้าใช้ความคิดเช่นนี้ ในที่อันควรจะน่าสรรเสริญหาน้อยไม่ พระวิเชียรปราการได้เล่าต่อไปว่า
วิธีที่กล่าวแล้วนั้น ได้ทราบมาจากชายผู้หนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเป็นผู้ชำนาญในทางทำลายพระเจดีย์และโบราณสถานต่างๆ เพื่อหากรุ
ชายคนนี้ บัดนี้เป็นคนพิการ หนังลอกกลายเป็นเผือกไปทั้งตัว และกลายเป็นง่อยเดินไม่ได้ ไปไหน ต้องถัด นี่ถ้าจะนึกไปก็ควรจะว่า กรรมตามทัน แลดู ไม่น่าสงสารเลย..."
ฉะนั้น เท่าที่ได้อัญเชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า มาประมวลไว้ด้วยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกอยู่เสมอว่า
"บุคคลผู้มุ่งทำลายปูชนียสถานที่เคารพนับถือนั้น ย่อมจักได้รับกรรมตามสนอง ไม่เร็วก็ช้าโดยเที่ยงแท้"
![]() |
| พระหูยานสมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี ของคุณอำนาจ ฐานนันท์พสิษธุ์ |
![]() |
| พระหูยานสมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี ของคุณอำนาจ ฐานนันท์พสิษธุ์ |
เนื่องจากตอนต้น ได้กล่าวถึงพุทธลักษณะของ ต่อพระหูยานไว้บ้างแล้ว จึงใคร่ขอกล่าวเพิ่มเติม พระหูยานสมอพลือ มีพระพักตร์ใหญ่ พระโอษฐ์แบะ หู ตาชัดเจน พระเกศเกล้าขมวดเป็น ๒ ชั้น
นับเป็นสัญลักษณ์พิเศษ อันต่างกับพระหูยานลพบุรี ที่มีพระเกศเกล้าขมวดแต่เพียงชั้นเดียว
ที่ตรงพระอุระมักจะมีรอยแบนเล็กน้อย กับมีทองปิดตามซอกแขนและตามองค์พระบ้างเล็กน้อย การปิดทองนี้สันนิษฐานว่า
คงจะปิดไว้ก่อนที่จะนำฝังไว้ภายในกรุ ฉะนั้นพระหูยานสมอพลือทุกองค์ที่ได้พบเห็น จึงมีทองปิดอยู่ไม่มากก็น้อย การวางพระองค์แสดงท่าพึ่งผาย เป็นพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนบัวเล็บช้างห้ากลีบ
การครองจีวรเป็นชนิดเรียกว่าห่มเฉียงหรือห่มดอง มีสังฆาฏิยาวจรดพระอุทร บนพระสังฆาฏิมีเส้นขีดเป็นรอยลึกลงไปเพียงเล็กน้อย
และเนื่องจากพระกรุบางองค์มีสนิมแดงจับหนา จึงไม่ใคร่จะเห็นสังฆาฏิชัดเจนนัก ที่ข้อพระหัตถ์เบื้องซ้ายมีชายจีวรขึ้น เป็นสันลากลงมาจรดพระชานุเบื้องซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาวางพาดที่พระชานุ (เข่า) เบื้องขวา แลเห็นนิ้วพระหัตถ์ชัดเจน
สำหรับพระหูยานสมอพลือ ซึ่งเหลืออยู่อย่างงามในปัจจุบันนี้ไม่กี่องค์นัก ทั้งนี้เพราะผู้ใช้ขาดการ ระวังรักษา จึงทำให้สนิมของพระสึกกร่อนไปเสียหมด
องค์ที่ขอถ่ายภาพมาตีพิมพ์ลงในหนังสือนี้ นับว่ายังงามอยู่มาก เพราะผู้เป็นเจ้าของรู้จักระวังรักษาเป็นอย่างดี
![]() |
| ภาพในหนังสือพระหูยาน สมอพลือ กรุวัดเหนือ เพชรบุรี |
ส่วนด้านพุทธคุณนั้น สูงเยี่ยงพุทธคุณของพระร่วงหลังรางปืน กรุสวรรคโลก (ดังภาพ) ซึ่งมีทั้ง เมตตามหานิยม มหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด เหมาะสำหรับผู้รับราชการเป็นทหาร ตํารวจ และบุคคลทั่วไป
หรือเพียงแต่มีบูชาบนหิ้งพระ ก็ยังนำความผาสุกมาสู่ตัวและครัวเรือนอย่างไม่รู้ตัว
และสิ่งสุดท้าย ที่จะลืมเสียมิได้ ก็คือเป็นยอดปฏิมากรรมของขลังชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกิดจากสกุลช่างลพบุรียุคต้น มีอายุสร้างราว ๔๐๐ ปีล่วงมาแล้ว
เนื่องจากเหตุนี้ ท่านผู้ใดที่มีพระหูยานสนิมแดง กรุสมอพลือ เพชรบุรี เสมือนได้มีพระดีที่ล้ำค่าไว้คุ้มครอง จงเก็บรักษาให้ดี จะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัวและวงศ์ตระกูลสืบไป.
บทความ : เกรียง กาญจนะวสิต
โดย : สารานุกรมพระเครื่องลุ่มน้ำแม่กลอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
***-[เป็นกำลังใจและสนับสนุนให้เราเขียนบทความดีๆ ด้วยการกดดูโฆษณาด้านล่างนะคะ]-***





ไม่มีความคิดเห็น