โฆษณาแนวนอน728*90

บทความใหม่

ประวัติและวัตถุมงคลหลวงพ่อหัง วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) กาญจนบุรี ผู้สร้างโรงเรียนเทพมงคลรังษี

ภาพถ่ายหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี
หลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี

         หลวงพ่อหัง วัดเหนือ หรือ พระอุดมญาณเถร (หัง ธมฺมสรโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

         พระอุดมญาณเถร มีนามเดิมชื่อ หัง หอมเย็น พื้นเพเป็นชาวบ้านหัวหิน ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ตรงกับวันแรม ๕ ค่ำ เดือนยี่ (เดือนสอง) ปีกุน โยมบิดาชื่อนายสุ่น หอมเย็น โยมมารดาชื่อนางเภา หอมเย็น มีพี่น้องรวมด้วยกัน ๓ คน คือ

         ๑. นายสิ้น หอมเย็น

         ๒. พระอุดมญาณเถร (หัง หอมเย็น)

         ๓. นายหยุ่น หอมเย็น

         เมื่อเยาว์วัยได้เล่าเรียนหนังสือกับผู้ใหญ่ที่อ่านได้ช่วยสอนให้บ้าง ส่วนมากก็ได้อาศัยเรียนกับผู้ใหญ่ที่พออ่านได้ ช่วยสอนให้ดังกล่าว หรือบางคนก็ได้อาศัยเรียนกับพระตามวัดที่ใกล้บ้าน 

         หรืออยู่เป็นเด็กวัดรับใช้พระ พระก็จะช่วยสอนให้ เมื่อโตพอจะช่วยทําการงานได้ ก็ช่วยประกอบอาชีพ คือ ทําไร่อันเป็นอาชีพพื้นบ้าน

         ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ หลวงพ่อหังมีอายุครบบวชพอดี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัธสีมาวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับฉายาว่า "ธัมมสรโณ" โดยมี

         พระอธิการยิ้ม วัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว) เป็นพระอุปัชฌาย์

         พระครูสิงบุรคณาจารย์ (สุด) วัดเทวสังฆาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

         พระครูวิสุทธิรังษี (เปลี่ยน) วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

         หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดเทวสังฆารามเรื่อยมา เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและภาษษาบาลีกับพระครูสิงบุรคณาจารย์ (สุด) และได้ปฏิบัติรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด

         พร้อมกับได้เรียนภาษาไทยเพิ่มเติมกับท่านอาจารย์ ทั้งอาจารย์ก็อบรมแนะนํา ให้ศึกษาธรรมวินัยตามสมณวิสัย อบรมจิตให้ตั้งอยู่ในธรรมวินัยโดยเคร่งครัด 

         ปี พ.ศ. ๒๔๕๔ หลังจากที่หลวงพ่อหังอยู่จำพรรษาได้ ๔ พรรษา พระครูสิงบุรคณาจารย์ผู้เป็นอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพ ทายกทายิกาได้อาราธนาท่านพระครูอดุลยสมณกิจ(หลวงปู่ดี) ต่อมาได้เป็นพระเทพมงคลรังษี ให้เป็นเจ้าอาวาส

         หลวงพ่อหังจึงได้ถือเอาหลวงปู่ดีเป็นอาจารย์ และอยู่ด้วยกันมา โดยตลอดมิได้แยกจากกันเลย นับแต่บวชมาก็อยู่วัดเทวสังฆารามมาตลอด ไม่เคยย้ายไปอยู่วัดอื่นเลย 

         ท่านจึงเป็นพระผู้ใหญ่องค์หนึ่งที่เป็นกำลังของวัด ที่คอยช่วยแนะนำพระภิกษุสามเณรที่เข้ามาบวชใหม่ หลังจากทําวัดเช้า-เย็น ตามความรู้ความสามารถ มีผลงานอีกอันหนึ่งที่นับว่าสําคัญคือ 

         ท่านเป็น ๑ ใน ๕ ของคณะสงฆ์ โดยมีท่านพระครูอดุลยสมณกิจ ยศสมัยนั้น เป็นประธาน ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติจากการห่มคลุมเป็นพุ่มแหวกให้ถูกตามพระวินัย และปฏิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัด

         ในการนี้ได้มีอุปสรรคนานาประการ ท่านได้ร่วมจนผ่านพ้นอุปสรรคนั้นๆ มาได้ด้วยดีจนถึงปัจจุบัน เป็นกำลังช่วยเหลือท่านเจ้าอาวาสพัฒนาวัดเทวสังฆาราม เปลี่ยนแปลงจาก สภาพเดิมให้เจริญขึ้นมาอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระปลัดหัง ฐานานุกรมของพระวิสุทธิรังษี (ดี พุทธโชติ)

         ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูปลัดธรรมนีติวัฒน์ (ฐานารุกรมของพระธรรมวราภรณ์)

         ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ (ฐานานุกรมของพระสาสนโสภณ วัดบวรนิเวศ) และเป็นรองเจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม

         และในปีเดียวกันนี้เอง พระวิสุทธิรังษี (ดี พุทธโชติ) เจ้าอาวาสวัดได้มรณภาพลง ทางคณะสงห์จึงยอกให้หลวงพ่อหังรักษาการเจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม

ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี
ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี

         ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลังจากที่หลวงพ่อหังรักษาการเจ้าอาวาสได้ ๑ ปี ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด และเป็นพระอุปัชฌาย์ และเมื่อถึงปลายปีเดียวกันนั้น

         หลวงพ่อหังจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ที่พระโสภณสมณกิจ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ เล่ม ๘๕ หน้า ๑๒๒

         วัดเทวสังฆาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านเหนือ ถนนเจ้าขุนเณร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕๖ ไร่ ๒๗ ตารางวา

         วัดเทวสังฆาราม ตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ เป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี มีความ สำคัญในทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ตำบลบ้านเหนือ ชาวบ้านทั่วไป เรียกกันติดปากว่า "วัดเหนือ" อยู่ริมฝั่งแม่น้ำศรีสวัสดิ์ จะสร้างขึ้นเมื่อใด ยังหาหลักฐานไม่ได้แน่ชัด

         แต่สันนิษฐานว่าคงจะสร้างมาไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว โดยรู้กันเพียงว่า "ท่านสมภารเสี่ยง" เป็นผู้สร้าง ตามคำบอกเล่าประกอบเหตุการณ์ พอจะประมวลได้ดังนี้

         เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าโจมตีทำลายเผาผลาญบ้านเรือน ปราสาทราชวังเสียหายหมดสิ้นยับเยินไปแล้ว และกวาดต้อนผู้คนและขนทรัพย์สินสมบัติแก้วแหวนเงินทองของมีค่าไปยังประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น

         ครั้งนั้น สามเณรเสี่ยง เป็นบุตรของคนไทยผู้หนึ่ง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรีเก่า ได้ถูกพม่ากวาดต้อน เอาไปพร้อมกับโยมมารดาของท่านด้วย ท่านอยู่ในพม่าจนได้อุปสมบท เป็นภิกษุในประเทศพม่านั้น

         ต่อมาท่าน ปรารถนาที่จะเข้ามาประเทศไทยเพื่อเยี่ยมเยียนผืนแผ่นดินไทย อันเป็นมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านจึงได้ชักชวนเพื่อนรักซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ๕-๖ คน ปลอมตัวเป็นมอญเดินทางเข้ามา

         ก่อนจะออกเดินทางโยมมารดาของท่านได้บอกสถานที่ ที่ได้ฝังทรัพย์ไว้ในบ้านเดิมของท่าน เล่ากันว่า 

         เมื่อภิกษุเสี่ยง หรือเรียกตามฐานะ ในกาลต่อมาว่า ท่านสมภารเสี่ยง ได้เดินทางมาถึงเมืองกาญจนบุรีเก่าเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก

         เนื่องจากทางราชการได้ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ที่ตำบลปากแพรก ผู้คนส่วนใหญ่ก็ย้ายตามมา ท่านสมภารเสี่ยง พิจารณาเห็นว่า เมืองเก่ามีแต่จะชำรุดทรุดโทรมโรยราไปตามกาลเวลา 

         ส่วนเมืองใหม่มีแต่จะเจริญรุ่งโรจน์ไพศาลสืบไป หากจะปรับปรุงวัดเก่าที่เมืองเก่าก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่ากับการสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองใหม่

         ท่านจึงได้ตัดสินใจสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองกาญจนบุรีใหม่ คือ วัดเทวสังฆาราม ในบัดนี้ วัดเทวสังฆารามนี้ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์โดยลําดับ ดังนี้

         ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ (ปีฉลู) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่ ๒ โดยทางชลมารค เสด็จแวะไปทอดพระเนตรวัดเทวสังฆาราม ทรงเห็นว่าอุโบสถชำรุดมาก จึงได้มี

         พระราชดำรัสให้พระยากาญจนบุรี จัดการปฏิสังขรณ์อุโบสถให้ดีขึ้น ปรากฏในพระราชนิพนธ์ เสด็จ ประพาสไทรโยค ดังนี้ วัน ๗ฯ๒ ฯลฯ บ่าย ๕ โมงเกือบครึ่ง ลงเรือ ๕ แจวไปเที่ยวขึ้นที่ท่าวัดเหนือ ขี่ม้าเจ้าพยามโนมัยไปตามทางที่เรียกว่าตลาด หนทางกว้างสัก ๑๐ ศอก

         ถึงรั้วทั้งสองข้างแต่ไม่มีตลาดเหมือนเมืองอื่น ทั้งสองข้างทางบ้านกั้นด้วยไม้รวกสูง ๆ ขายของ
อยู่ในเรือนมีเจ๊กมีญวนบ่อย ๆ สิ่งที่ขายนั้นเห็นมียาสูบและเป็นอย่างมากกว่าสิ่งอื่น ของเครื่อง ถ้วยชามหนังมีบ้างเล็กน้อย ของสดพริกนกเป็นพื้น มีศาลเจ้าก่อขึ้นใหม่แห่งหนึ่งกับร้านขาย

         เครื่องยาของจีนทำใหม่ทีเดียวร้านหนึ่ง ไม่เห็นสนุก สิ่งไร ไปสัก ๘-๙ เส้นถึงเมืองเข้าประตู ตรงศาลากลางเห็น บ้านเจ้าเมืองและศาลากลางตึกดิน หลังกำแพงเมืองชำรุดมาก อ้อมไปออกประตูที่จะไปวัดใต้แต่ไม่เลี้ยวลงไป ทางวัดใต้ ด้วยเคยไปคราวก่อนที่หนึ่งแล้ว

         ครั้งนี้พระยากาญจนบุรีบอกว่าชำรุดรื้อลงทำใหม่ จึงอ้อมกลับมาทางเก่า ทางตั้งแต่ขึ้นไปจากตีนท่าจนถึงสุดทางกลับประมาณ ๑๒-๑๓ เส้นเท่านั้น เดินผ่านมาทางหน้าป้อมกลางเมือง เห็นเนินสูงกว่าพื้นดินราบมาก แลดูลึกลงไป

         อนึ่งเมื่อขึ้นมานั้นพบพระกรุงเทพฯ พวกนี้ตามมานั่งคอยอยู่ที่ ศาลาและพูดด้วยหน่อยหนึ่ง ครั้นกลับมาคราวนี้แวะเข้าไปดูวัดๆ นี้ สมภารเธอรักษาดีจริงๆ เตียนตลอดรอบบริเวณ มีต้นไม้เล็กน้อยเหมือนกับสวนฝรั่งขี่ม้าไปโดยรอบโบสถ์

         เห็นโบสถ์ชำรุดมาก ได้สั่งให้พระยากาญจนบุรี เอาส่วยในเมืองกาญจนบุรีซ่อมแซม ที่หน้าโบสถ์นั้นมีเก๋งยาวมีแต่ประตูไม่มีหน้าต่าง ว่าเป็นของยายโก่ทำฯ ใน เมืองกาญจนบุรีนี้ เจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์ได้เสด็จมาทุกพระองค์ 

         ปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ปีชวด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่ ๓ โดยทางชลมารค เสด็จแวะทอดพระเนตรวัดเทวสังฆารามอีก 

         พระยากาญจนบุรีทูลกล่าวรายงานว่า ขณะนี้กำลังรื้ออุโบสถเพื่อสร้างใหม่ในที่เดิม ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สมทบในการก่อสร้างเป็นเงิน ๑๐ ชั่ง และได้พระราชทานกัปปิยภัณฑ์แก่ภิกษุผู้ทำการองค์ละ ๒ บาท 

         โบสถ์สร้างใหม่นี้สำเร็จเรียบร้อย และทําการฉลองในปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ปัจจุบันเป็นพระวิหารอยู่ทางด้านตะวันตกของพระอุโบสถ

         ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ปีระกา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสจังหวัดกาญจนบุรีเป็นครั้งสุดท้าย โดยชลมารค ทรงมีพระราชหัตถเลขาไว้ ดังนี้ 

         "วันที่ ๗ วันนี้ ได้ขึ้นไปดูเมือง ขึ้นตรง ประตูเหนือแล้วเลี้ยวมาหน้าเมือง ดูป้อมกําแพงชำรุดมากกว่าราชบุรี จึงไปถึงวัดท้ายเมืองและวัดเรียกว่า ชุมพลชนะสงคราม แล้วกับประตูข้างใต้ 

         ซึ่งแบ่งเป็นเขตฝ่ายทหาร ดูที่ว่าการและกองทหาร และไปแวะที่หลักเมืองซึ่งมี ศิลาจารึก กำหนดเมื่อสมเด็จพระยาองค์ใหญ่ขึ้นมาสร้าง ดูศาลและศาลากลาง ผ่านออกมาทางประตูเหนือ ไปตามตลาดเหนือเมือง

         จนถึงวัดเหนือเรียกว่า วัดเทวสังฆาราม วัดแรกเป็นพระครูเจ้าคณะเมือง วัดหลังเป็นพระครู เจ้าคณะรอง คล่องแคล่วทั้งสองคน สวดมนต์แข็ง สมทบกันมาสวดที่แพตรงเรือข้ามทุกคืน

         สวดเหมือนพระบางกอกในวันที่ไม่ขี้เกียจด้วย แต่วัดหลังนี้จะมีสัปปุรุษติดมากบริบูรณ์กว่าวัดแรก ราษฎรมาคอยเป็นอันมาก จนถึงพวกบ้านหนองขาวก็พากันมาฯ" 

ภาพในหลวง ร.9 เสด็จวัดเหนือ 2506
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชทานดำเนิน มาถวายผ้าพระกฐินต้น ปี พ.ศ. ๒๕๐๖

         วัดเทวสังฆาราม ได้รับพระมหากรุณายกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๕ 

         วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ยังได้รับพระมหากรุณาเสด็จฯ มาทรงทอดพระกฐินต้น ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังได้พระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถว่า "พระพุทธสุทธิมงคล" ซึ่งได้ทรงพระสุหร่ายศิลาจารึกนาม พระราชทานนี้ด้วย

         นอกจากนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไชย ภ.ป.ร. ที่หน้าบัน มุขหน้าแห่งศาลาการเปรียญที่สร้างขึ้น เป็นพลับพลารับเสด็จฯ เป็นพระราชานุสรณ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึก พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. เหนือผ้าทิพย์แห่งพระพุทธรูปปางประทานพรที่วัดสร้างขึ้นในโอกาสเสด็จฯ ครั้งนี้ 

         และได้มีพระมหากรุณาทรงบรรจุแผ่นทองคํา เงิน นาก ในเบ้าพิธีหล่อพระ ทรงปลูก ต้น ศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากพุทธคยาประเทศอินเดียและทรงเยี่ยมราษฎร พระราชกรณียกิจ ที่ทรงบำเพ็ญทั้งปวงนี้ เป็นการพระราชทานพระมหากรุณาแก่วัด และพสกนิกรชาวกาญจนบุรี เป็นอย่างยิ่ง 

         วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ สมเด็จพระนางเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี ได้เสด็จเยี่ยม วัดเทวสังฆาราม 

         วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี รัชกาลที่ ๗ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม และพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 

         วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๘๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร มีรายนามเจ้าอาวาสปกครองวัด เท่าที่ทราบนามดังนี้

         ๑. พระอธิการเสี่ยง ผู้สร้างวัด-เจ้าอาวาสรูปแรก

         ๒. พระอธิการจู (ไม่ทราบประวัติ)

         ๓. พระอธิการอินทร์ (ไม่ทราบประวัติ)

         ๔. พระอธิการแดง (ไม่ทราบประวัติ)

         ๕. พระอธิการอ่อน มรณภาพในระหว่าง (พ.ศ. ๒๔๐๗ - ๒๔๑๑)

         ๖. พระอธิการกลิ่น มรณภาพในระหว่าง (พ.ศ. ๒๔๑๘ - ๒๔๒๐)

         ๗. พระอธิการเอี่ยม มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๒๙

         ๘. พระครูสิงค์บุระคณาจารย์(สุด) พ.ศ. ๒๔๒๙ - ๒๔๕๔

         ๙. พระเทพมงคลรังษี (ดี พุทฺธโชติ) พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๒๕๑๐

         ๑๐. พระอุดมญาณเถระ (หัง ธมฺมสรโน) พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๒๕

         ๑๑. พระครูสิงคีคุณธาดา (กิมซ้า ญาณสํวโร) พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๖

         ๑๒. พระโสภณกาญจนาภรณ์ (สนั่น ปญฺญาธโร) พ.ศ. ๒๕๒๖ - ๒๕๕๐

         ๑๓. พระกิตติสุวัฒนาภรณ์ (บุญเพิ่ม อานนฺโท) พ.ศ. ๒๕๕๒ - ปัจจุบัน

         หลังจากที่หลวงพ่อหังได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้พัฒนาวัดอย่างสุดความสามารถ ทั้งการสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่างๆ จนวัดเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ

         ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระคณะเดิมได้ขอความกรุณาจากท่าน ขอตั้งเป็นโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพื่อเปิดสอนศีลธรรมแก่เยาวชน ท่านอนุญาตให้ดําเนินการได้ จึงได้มีเยาวชนเข้ามารับการศึกษาเล่าเรียนมาก และก็ได้มีผู้สําเร็จตามหลักสูตรไปแล้วจํานวนมาก แผนกนี้แหละที่ทําให้เกิด อาคารเรียนเป็นตึกสามชั้น และยังมีการเรียนการสอนมาจนในปัจจุบันนี้

ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี
ข่าวเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี

         ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ที่พระอุดมญาณเถร (ฝ่ายวิปัสสนาธุระ) เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เล่ม ๙๑ หน้า ๒๒๙ 

         และในต้นปีเดียวกันนี้เอง ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ปรารภถึง ความดําริของพระเดชพระคุณพระเทพมงคลรังษี 

         ซึ่งท่านได้ดําริว่าอยากจะให้มีโรงเรียนมัธยมขึ้นในวัดอีกสักแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือให้เด็กมีที่เรียน สะดวกและเพียงพอกับจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งให้เป็นการสะดวกที่ไม่ต้องไปเรียนไกล 

         ท่านก็เห็นชอบด้วยพร้อมกับมอบให้ดำเนินการสร้างโรงเรียนมัธยมอันมีนามว่า "เทพมงคลรังษี" จึงได้กําเนิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้ มีนักเรียนพันกว่าคนและได้เปิดสอนถึงมัธยมปลายในวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๗

         ในช่วงแรก มีจำนวนนักเรียน ๑๑๑ คน อาศัยเรียนที่ตึกรวิเทวนันท์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนพระปริยัติธรรม และสอนพระพุทธศาสนา ต่อมาก็มีนักเรียนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และได้เริ่มเปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในปีการศึกษา ๒๕๒๔

         หลวงพ่อหังปกครองวัดเรื่ยอมาจนถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันอังคารที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. เศษ นับรวมสิริอายุได้ ๙๕ ปีบริบูรณ์ ๗๔ พรรษา.

วัตถุมงคลของหลวงพ่อหัง วัดเหนือ

         เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ รุ่นแรก

         สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อแจกให้กับผู้ที่บริจาคทรัพย์ให้กับทางวัด ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปเสมาแบบมีหูในตัว มีการสร้างด้วยเนื้อทองแดงกระไหล่ทองเพียงชนิดเดียวเท่านั้น จำนวนการสร้างไม่ได้มีการจดบันทึกไว้

เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก 2516 ทองแดงกระไหล่ทอง
เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เนื้อทองแดงกระไหล่ทอง

เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก 2516 ทองแดงกระไหล่ทอง
เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เนื้อทองแดงกระไหล่ทอง

เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก 2516 ทองแดงกระไหล่ทอง
เหรียญหลวงพ่อหัง วัดเหนือ กาญจนบุรี รุ่นแรก ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เนื้อทองแดงกระไหล่ทอง

         ด้านหน้า จำลองเป็นรูปหลวงปู่ดีครึ่งองค์ห่มจีวรลดไหล่พาดผ้าสังฆาฏิ เหนือรูปหลวงปู่มีอักขระยันต์ขอมอ่านได้ว่า "อิ สวา สุ" ใต้รูปหลวงปู่มีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "พระเทพมงคลรังษี (ดี พุทฺธโชติ) ๒๕๑๖" 

         ด้านหลัง จำลองเป็นรูปหลวงพ่อหังดีครึ่งองค์ห่มจีวรลดไหล่พาดผ้าสังฆาฏิ เหนือรูปหลวงพ่อมีอักขระยันต์ขอมอ่านได้ว่า "มะ อะ อุ" ใต้รูปหลวงพ่อมีอักขระภาษาไทยเขียนว่า "พระโสภณสมณกิจ (หัง ธมฺมสรโณ) อายุ ๘๗ ปี" 



โดย : สารานุกรม​พระเครื่อง​ลุ่ม​น้ำแม่กลอง

บทความที่เกี่ยวข้อง


***-[เป็นกำลังใจและสนับสนุน​ให้เราเขียนบทความดีๆ ช่วยกดดูโฆษณาด้านล่างนะคะ]-***

ไม่มีความคิดเห็น

ค้นหาบล็อกนี้